โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแบ่งตามอาการแสดงที่ปรากฏ

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแบ่งตามอาการแสดงที่ปรากฏ

โพสต์โดย Onruthai73 » 30 ก.ย. 2012, 22:37

[/b] ชนิดของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแบ่งตามอาการแสดงที่ปรากฏ

1. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (Cyanotic heart disease) แบ่งตามปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงปอดได้ 2 กลุ่ม

1.1 กลุ่มที่มีเลือดไหลไปปอดลดลง

• Tetralogy of Fallot (TOF) หลอดเลือดแดง aorta เกินไปคล่อมอยู่ที่หัวใจห้องล่างขวา (Aorta overrides to the right ventricle)
- มีรูรั่วขนาดใหญ่ที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่าง (Ventricular Septal Defect)
- มีการตีบของ pulmonary artery (Pulmonary stenosis) ทำให้มีการขัดขวางการไหลของเลือดที่จะออ
- จากหัวใจห้องล่างขาวไปฟอกที่ปอด (Right ventricular outflow tract obstruction)

• Pulmonary atresia (PA) และ Pulmonary stenosis (PS) คือ ภาวะที่ pulmonary artery ขาดหายไปตั้งแต่กำเนิด ส่วน Pulmonary stenosis คือ ภาวะที่ pulmonary artery ตีบมากจนเลือดผ่านไปที่ปอดไม่ได้ ทั้ง PA และ PS ต่างก็มีพยาธิสภาพที่เหมือนกัน คือ เลือดจากหัวใจห้องล่างขวาไม่สามารถไหลไปยังปอดได้ แต่ใน fetus เลือดผ่าน foramen ovale จากห้องบนขวาไปยังหัวใจห้องบนซ้าย ทำให้เลือดส่วนหนึ่งถูกระบายไปสู่หัวใจห้องล่างซ้ายไปเลี้ยงร่างกายได้ทาง aorta แต่เมื่อ foramen ovale ปิดหลังเด็กเกิด เด็กที่ ductus arteriosis ปิดด้วย จะไม่มีเลือดไหลไปปอดเลย ทารกจะเขียวมากในทันทีหลังคลอด และอาจเสียชีวิตได้

• Tricuspid atresia (TA) และ Tricuspid stenosis (TS) Tricuspid atresia คือ ภาวะที่มีการขาดหายไปของ Tricuspid valves ส่วนใหญ่พบเป็นเนื้อเยื่อหนาหรือเป็นเพียงแผ่นบางๆกั้นอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนขวากับห้องล่างขวา สำหรับ Tricuspid stenosis คือ ภาวะที่มี Tricuspid valves ตีบ ทั้ง TV และ TS จะทำให้เลืดดำจากหัวใจห้องบนขวาไม่สามารถลงมายังหัวใจห้องล่างขวาตามปกติได้

1.2 กลุ่มที่มีเลือดไหลไปปอดมากขึ้น

• กลุ่มที่มีเลือดดำ และเลือดแดงปนกัน (common mixing chambers)
เกิดจากบางตำแหน่งของหัวใจห้องล่างมีเลือดดำ และเลือดแดงปนกันก่อนไปเลี้ยงร่างกาย แต่เนื่องจากไม่มีการตีบของหลอดเลือดที่ไปปอด ทำให้มีเลือดไหลไปยังปอดมากขึ้น และเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกายลดลง จึงมีอาการเขียวไม่มาก และไม่มีอาการแสดงของการขาดออกซิเจนเฉียบพลัน (hypoxic spells)ไม่พบนิ้วปุ้มชัดเจน

- Persistent Truncus Arteriosus คือ ความผิดปกติแต่กำเนิดของหัวใจที่มีหลอดเลือดใหญ่ร่วมออกมาจากหัวใจ แล้วแยกแขนงให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ(coronary arteries) หลอดเลือดแดงที่ไปปอด (pulmonary arteries) และหลอดเลือดแดงไปเลี้ยงร่างกาย(systemic arteries) หลอดเลือดแดงใหญ่นี้ออกจาก ventricle ทั้ง 2 ข้าง และคล่อมอยู่บนรูรั่วที่ผนังหัวใจช่องล่างซึ่งมักมีขนาดใหญ่ เด็กจะมีอาการเขียว

• กลุ่มที่มีเลือดดำ และเลือดแดงสลับตำแหน่งกัน ได้แก่ Transposition of the great vessels (TGA) คือ ความผิดปกติที่มีการสลับตำแหน่งของ aorta กับ pulmonary artery คือ aorta ออกมาจากหัวใจห้องล่างขวาส่วน pulmonary artery ออกจากหัวใจห้องล่างซ้าย ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายเป็นเลือดดำ

พยาธิสรีรวิทยาของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว

1. อาการเขียว จะปรากฏชัดที่ริมฝีปากและเล็บ และอาจพบลักษณะสำคัญของภาวะพร่องออกซิเจนอย่างเรื้อรัง ทำให้เกิด subperiosteal new bone formation ปรากฏเป็นลักษณะนิ้วปุ้ม Clubbing ซึ้งมักพบในรายที่เขียวนานเกิน 1-2 ปี

2. เหนื่อยง่าย และเติบโตช้า เนื่องจาก oxygen ในเลือดแดงที่ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เพียงพอกับความต้องการตามปกติ ทำให้เด็กเล็กมีพัฒนาการทางด้านที่ต้องใช้กำลัง หรือกล้ามเนื้อช้า เช่น คว่ำ นั่ง ยืน เดินช้า

3. ภาวะสมองขาดออกซิเจนไปเลี้ยงชั่วคราว (hypoxic spells) พบในกลุ่มโรคหัวใจชนิดเขียวที่มีเลือดไปเลี้ยงปอดน้อย ทำให้มีอาการเขียวมาก ตัวอ่อนปวกเปียก พบมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า

4. ภาวะแทรกซ้อน

- ติดเชื้อในหัวใจ (Bacterial endocarditis) เกิดจากความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด ทำให้เกิดเลือดหมุนวนหรือไหลเร็วแรงผิดปกติ พุ่งเป็นลำไปกระแทกเยื่อบุภายในหัวใจเป็นแผลถลอก เมื่อมีแผลเป็นหนอง เป็นฝี ฟันผุ ถอนฟัน ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดไปติดที่แผลถลอก และก่อให้เกิดการติดเชื้อภายในหัวใจ และหลอดเลือด
ความดันภายในปอดสู้ขึ้น พบในโรคหัวใจชนิดที่มีเลือดไหลเวียนเข้าปอดมากกว่าปกติ ส่งผลให้ความต้านทานต่อการไหลผ่านของเลือดเพิ่มมากขึ้น

- ไอเป็นเลือด เกิดจากหลอดเลือดฝอยในปอดขยายตัวเพื่อรับเลือดไปฟอกให้เพียงพอ ทำให้ผนังบางลงจนแตก มีเลือดไหลเข้ามาในถุงลมปอดและถูกขับออกมากับการไอ

- สมองขาดเลือดไปเลี้ยง (cerebral infarction) เกิดจากกรณีที่มีอาการเขียวมากแล้วมีภาวะที่ทำให้เลือดหนืดมากขึ้นอย่างเร็ว อาการ เช่น แขนขาอ่อนแรง ชักด้านตรงข้ามกับสมองที่ขาดเลือดไปเลี้ยง

- ฝีในสมอง (brain abscess) พบบ่อยในเด็กที่มีประวัติมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ และตรวจพบความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง

2. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว (Acyanoyic congenitic heart disease)2.1 ประเภทที่มีเลือดลัดวงจรจากซ้ายไปขวา (Left to right shunt)

- Ventricular Septal Defect (VSD) คือ ภาวะที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างระหว่างขวาและซ้ายรูรั่วแต่กำเนิด ทำให้เลือดแดงจากหัวใจห้องซ้ายล่างซึ่งมีแรงดันมากกว่าไหลผ่านรูรั่วกลับมายังหัวใจห้องขวาล่างซึ่งเป็นเลือดดำ แล้วไปยังปอด หลังจากนั้นไหลกลับมายังหัวใจห้องล่างซ้าย และผ่านรูรั่วกลับมายังหัวใจห้องขวาล่าง ทำให้หัวใจห้องขวาล่างรับเลือดมากขึ้นกว่าปกติ และอาจล้มเหลวได้

- Atrial septal defect (ASD) คือ ภาวะที่ผนังกั้นหัวใจห้องบนระหว่างขวาและซ้ายมีรูรั่วแต่กำเนิด
Patent ductus arteriosus (PDA) คือ ภาวะที่ Ductus arteriosus ไม่ปิด ทำให้เลือดแดงจาก Aorta ไหลเข้าไปสู้ Pulmonary artery ซึ่งเป็นเลือดดำที่จะไปสู่ปอด (Left to right shunt) ทำให้มีปริมาตรเลือดไหลเวียนไปสู่ปอดเพิ่มขึ้น

2.2 ประเภทที่มีการตีบแคบ (Stenosis)

- Pulmonary stenosis (PS) ภาวะที่ pulmonary valves ตีบไม่มาก จะยังพอมีทางให้เลือดไหลเข้าสู่ pulmonary valves ไปฟอกที่ปอดได้บ้าง ทำให้ไม่ปรากฏอาการเขียว

- Aortic stenosis (AS) คือ ภาวะที่ aortic valves ตีบ ในระยะแรกเลือดที่คั่งอยู่ในห้องล่างซ้ายจะทำให้หัวใจโตเพราะมีการปรับตัวของผนังหัวใจห้องให้หนาตัวขึ้น (hypertrohy)

- Coarctation of the aorta (COA) เป็นภาวะที่มีการแคบของ aorta ซึ่งเกิดได้หลายระดับ และตำแหน่ง แต่มักเกิดที่ thoracic aorta ที่ต่อกับ left subclavian artery

พยาธิกำเนิด อาจเกิดจาก Hemodynamic หรือ Ectopic ductal tissue ยังไม่ทราบแน่ชัด

การตีบแคบของ aorta จะขัดขวางการนำเลือดไปเลี้ยงร่างกายส่วนล่าง และทำให้ความดันโลหิตสูงซึ่งทำให้หัวใจวายเฉียบพลันได้
Onruthai73
 
โพสต์: 25
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ต.ค. 2011, 15:47

ย้อนกลับไปยัง บทที่ ๑๓

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน